การพาเด็กไปทัศนศึกษาหรือศึกษานอกสถานที่

การพาเด็กไปทัศนศึกษาหรือศึกษานอกสถานที่นั้น นอกจากครูจะจัดกิจกรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยแล้ว พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถจัดกิจกรรมนี้ให้กับลูกได้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เช่น ไปพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ เที่ยวทะเล เที่ยวน้ำตก เป็นต้น พ่อแม่สามารถสร้างเสริมประสบการณ์และการเรียนรู้ให้เกิดกับเด็กจากการไปในสถานที่ต่างๆ ที่นอกจากจะทำให้เด็กได้ผ่อนคลายและมีความสนุกสนานจากการท่องเที่ยวแล้วเด็กยังได้เรียนรู้อีกทางหนึ่งด้วย โดยมีขั้นตอน ดังนี้

เตรียมการ วางแผนการเรียนรู้ร่วมกันกับลูก โดยช่วยกันหาข้อมูลแหล่งเรียนรู้ กำหนดเวลาที่จะไป ให้ลูกมีส่วนเลือกสถานที่ตามความสนใจ และพิจารณาความเหมาะสมของการเดินทาง ระยะทาง ตลอดจนค่าใช้จ่าย
สร้างข้อตกลง พ่อแม่ควรตกลงกับลูกก่อนไป เพื่อเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้กับลูก ให้ลูกเตรียมวัสดุอุปกรณ์การบันทึก เช่น สมุดบันทึก ดินสอ สีเทียน เพื่อให้เด็กได้วาดหรือเขียนบันทึกสิ่งที่เขาสนใจ กิจกรรมการเรียนรู้จากการไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆนี้ พ่อแม่สามารถเป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้ให้กับลูกด้วยการเสริมแรง เช่น กล่าวคำชมเชยเมื่อเด็กสามารถวาดรูป เขียนบันทึกหรือเขียนชื่อสิ่งที่พบได้ จะทำให้เด็กมีกำลังใจและอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆจากการไปทัศนศึกษามากยิ่งขึ้น
สรุปผลการเรียนรู้ หลังจากพาลูกไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆแล้ว พ่อแม่ควรให้เด็กได้สะท้อนผลการเรียนรู้เมื่อกลับมาถึงบ้าน เช่น ให้ลูกเล่าประสบการณ์จากการเที่ยวสวนสัตว์ ให้ลูกบอกชื่อสัตว์ต่างๆที่ได้ไปเยี่ยมชม ให้ลูกบอกจำนวนสัตว์แต่ละชนิด สัตว์ชนิดใดมี 2 เท้า สัตว์ชนิดใดมี 4 เท้า กิจกรรมต่างๆเหล่านี้พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้กับลูกเพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านให้กับลูก และเป็นการต่อยอดการเรียนรู้จากการเรียนรู้จากโรงเรียนได้อีกทางหนึ่งด้วย

Posted in การศึกษา | Tagged | Comments Off

จิตวิทยากับการศึกษา

จิตวิทยาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัวของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทฤษฎีพัฒนาการทฤษฎีทางบุคลิกภาพของบุคคลในระดับอายุต่างๆตั้งแต่ก่อนวัยทารกคือหลังจากมีปฏิสนธิสู่วัยทารกวัยเด็ก วัยรุ่นตอนต้นตอนปลาย วัยผู้ใหญ่และวัยชราที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างล้วนแต่เป็นเรื่องของการปรับตัวทั้งสิ้น

การศึกษา การศึกษานั้นเป็นเรื่องของการสร้างคนเพื่อพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีงามและเปลี่ยนแปลงสถานะภาพทางสังคมได้จิตวิทยาจะช่วยบุคคลในเรื่องของการปรับตัวเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขตามอัตภาพทำอย่างไรที่จะช่วยให้เด็กและบุคคลสามารถปรับตัวที่จะอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างพอดีจิตวิทยากับการศึกษา จึงเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาสาระทั้งสองสาขาวิชาที่บูรณาการเข้าด้วยกันทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติการทดลอง

สาขาวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการศึกษาจิตวิทยามีขอบข่ายกว้างขวางและมีส่วนเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาอื่นๆ ดังนี้

1. จิตวิทยา (Psychology) คือศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์การศึกษาค้นคว้าทางจิตวิทยาในปัจจุบันใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ซึ่งมักมีการรวบรวมข้อมูลอย่างมีเกณฑ์ระเบียบแบบแผนจากการศึกษานี้เองทำให้สามารถนำผลที่ได้จากการศึกษามาใช้เป็นประโยชน์ในจิตวิทยาการศึกษา

2. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เป็นการค้นคว้าถึงการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงวัยชรารวมทั้งอิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการและลักษณะความต้องการความสนใจของคนในวัยต่างๆ ซึ่งอาจแบ่งเป็นจิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาวัยรุ่นและจิตวิทยาวัยผู้ใหญ่

3. จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) เป็นการศึกษาค้นคว้าถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์ต่างๆทางสังคม จิตวิทยาสังคมเกี่ยวพันถึงวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมวิทยา (Sociology) และมนุษย์วิทยารวมทั้งเกี่ยวกันถึงสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างมากเป็นต้นว่าการเมือง ศาสนา เศรษฐศาสตร์ สุขภาพจิตการศึกษาค้นคว้าทางจิตวิทยาแขนงนี้ นอกจะศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่มีต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ทางสังคมแล้ว ยังเป็นการค้นคว้ากฎเกณฑ์ต่างๆเพื่อพยากรณ์และควบคุมพฤติกรรมเหล่านั้นด้วย

4. จิตวิทยาปกติ (Abnormal Psychology) เป็นการศึกษาถึงความผิดปกติต่างๆ เช่น โรคจิตและโรคประสาทความผิดปกติอันเนื่องจากความเครียดทางจิตใจ เป็นต้น

5. จิตวิทยาประยุกต์ (Applied Psychology) เป็นการนำความรู้และกฎเกณฑ์ทางจิตวิทยาแขนงต่างๆ มาดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือนำไปใช้แก้ปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์เช่นนำไปใช้ในการรักษาพยาบาล การให้คำปรึกษาหารือในวงการอุตสาหกรรมการควบคุมผู้ประพฤติผิด เป็นต้น

6. จิตวิทยาการเรียนรู้ (Psychology of Learning) เป็นการศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้ธรรมชาติของการเรียนรู้การคิด การแก้ปัญหา การจำ การลืม รวมถึงปัญหา ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้

7. จิตวิทยาบุคลิกภาพ (Psychology of Personality) เป็นการศึกษาคุณลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่ทำให้บุคคลมีความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือแตกต่างจากบุคคลอื่นทั้งในด้านแนวความคิด ทัศนคติตลอดจนการแก้ปัญหาด้วย

8. จิตวิทยาการศึกษา (Education Psychology) เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาพการเรียนรู้ประเภทและวิธีการเรียนรู้โรงเรียนสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อผู้เรียน การปรับตัวของครู ความแตกต่างระหว่างบุคคลและการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล

9. จิตวิทยาเปรียบเทียบ (Comparative Psychology) เป็นจิตวิทยาซึ่งว่าด้วยความเหมือนและความแตกต่างในทางพฤติกรรมของอินทรีย์ทั้งหลายศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางพฤติกรรมการเรียนรู้แบบคลาสสิกและการเรียนรู้แบบใช้เครื่องมือทดลองความสามารถในการแยกความแตกต่างการเรียนรู้และการรับรู้

10. จิตวิทยาภาษาศาสตร์ (Poychololinguiotes) เป็นจิตวิทยาซึ่งรวมถึงวิธีการทางจิตวิทยาและทางภาษาศาสตร์เข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการแสดงออกของภาษาทางด้านจิตวิทยาความเคยชินทางภาษาวิธีการใช้ภาษาในทางด้าน Cognitive และติดต่อสื่อสารกัน

11. จิตวิทยาคลีนิค (Clinical Psychology) เป็นจิตวิทยาซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความผิดปกติทางพฤติกรรมของมนุษย์โดยอาศัยหลักการสืบความจริง หรือจากการพิจารณาปัญหาต่าง ๆศึกษาประวัติโดยละเอียดหรืออาศัยหลักวิธีการต่างๆ ทางจิตวิทยา

12. จิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology) เป็นจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าหาวิธีการและผลต่างๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน การพัฒนาความคิดในงานที่ต้องการความชำนาญชั้นสูง ผลของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่องานแรงจูงใจในการทำงานการประเมินผลการทำงาน

Posted in การศึกษา | Tagged | Comments Off

จุดประสงค์ของการศึกษาที่ดีเพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้ในอนาคต

การสอน เป็นหนึ่งในกระบวนการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามความหมายของการศึกษา คือ การส่งเสริมให้บุคคลเจริญเติบโตและมีความเจริญงอกงามทางกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาและพัฒนาขึ้นไปสู่ความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม การสอนมีความ หมายที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับปรัชญาหรือจุดมุ่งหมายที่เราต้องการให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน

การสอน ที่มีระบบระเบียบมากขึ้น มีขั้นตอนที่ชัดเจน มีการแสดงให้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน มีการศึกษาค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับ จิตวิทยา การเรียนรู้ของผู้เรียน ในช่วงต้น ๆ ครูเป็นศูนย์กลางในการจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน ตามสถานการณ์และความพอใจของครูความหมายที่เป็นศาสตร์และศิลป์ เป็นการปรับเปลี่ยนจากการสอน (Teaching ) มาสู่การเรียนการสอน (Instruction) ครูต้องใช้ความรู้ในการวางแผนการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่กำหนด โดยอาศัยสื่อและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามาช่วย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียนขยายวงกว้างออกไป รวมไปถึงปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ด้วย Continue reading

Posted in การศึกษา | Tagged | Comments Off

ปัจจัยกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย

การพัฒนาคุณภาพการศึกษา คำว่า คุณภาพการศึกษา ก็ดูที่ตัวผู้เรียนหรือเยาวชนว่ามีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรได้กำหนดไว้หรือไม่ว่า หลังจากที่ผู้เรียนได้รับการพัฒนา การจัดประสบการณ์หรือการจัดการเรียนการสอนแล้ว ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางที่ดีขึ้น คำว่า “พฤติกรรม” ก็คือ ความรู้ความสามารถ ความคิด ต้องดีขึ้น คุณลักษณะ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมก็ดีขึ้น และทักษะ กระบวนการก็ดีขึ้น แต่ทั้งหมดทั้งหลายจะดีขึ้นก็ต้องอาศัยปัจจัยที่สำคัญเป็นตัวช่วย เป็นตัวสนับสนุน ปัจจัยที่สำคัญประกอบด้วยปัจจัย 5 คือ

1.ครู เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะครูมีหน้าที่จัดประสบการณ์ จัดกิจกรรม จัดแหล่งการเรียนรู้ หรือจัดหลาย ๆ อย่างเพื่อให้ผู้เรียนหรือเยาวชนนั้นได้รับรู้ เรียนรู้ ผ่านสมองให้มากที่สุด การรับรู้พยายามรับรู้หลาย ๆ ทาง เช่น ให้ได้ยิน/ฟัง (หู) ให้ได้เห็น(ตา) ให้ได้กลิ่น(จมูก)ถ้าจำเป็นต้องได้รับรู้ ให้ได้รส(รส) ให้ได้สัมผัสทางกาย(มือ/ผิวหนัง) ดังนั้นการจัดประสบการณ์ในแต่ละครั้งครูจำเป็น ต้องหาช่องทางให้ผู้เรียนหรือเยาวชนให้ได้รับรู้ในช่องทางดังกล่าวให้มากที่สุด ที่บอกว่าให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติให้มากที่สุด ให้มีส่วนร่วมให้มากที่สุด เมื่อสมองผ่านการรับรู้ก็จะนำไปสู่การจัดกระทำ ด้วยกระบวนการคิดทางสมอง และนำมาถ่ายทอดให้สังคมได้รับรู้ ได้เห็น ว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น

2. พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะอยู่ใกล้ชิดกับผู้เรียนหรือเยาวชนตลอดเวลา จะต้องเป็นตัวช่วยให้กับครู เช่น อาจต้องมีการติดตาม ซักถาม ให้กำลังใจ หาปัจจัยสนับสนุน เช่น เอกสาร ตำรา สื่อแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ มาช่วยเพื่อให้บุตรหลานเกิดการเรียนรู้ได้เร็วขึ้น ถ้าพ่อ แม่หรือผู้ปกครองท่านใดให้ความเอาใจใส่ ผู้เรียนของท่านจะประสบผลสำเร็จได้เร็วขึ้นกว่าผู้เรียนทั่วไป

3. ผู้บริหารสถานศึกษา เป็นปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนครู ต้องให้กำลังใจครูผู้สอน ต้องนิเทศ ติดตาม คอยดูแลช่วยเหลือเมื่อครูประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา เช่น ขาดงบประมาณ ขาดสื่อ ขาดแหล่งเรียนรู้ ต้องร่วมมือกับครู ต้องช่วยครูหาทางออก ไม่ใช่ปล่อยให้ครูช่วยเหลือตนเองเพียงลำพัง ควักกระเป๋าของตนเองตลอดสักวันครูก็จะท้อและหมดกำลังใจจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียน การปฏิบัติของผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องให้มีความยุติธรรม เท่าเทียม เสมอภาคและอย่าเลือกปฏิบัติ

4.บรรยากาศในสถานศึกษา สถานศึกษาต้องแหล่งเรียนรู้ที่รู้สึกปลอดภัย สบายใจ ร่มรื่น เย็นสบาย มีแต่ความสดชื่น มีแต่ความสุข เมื่อเข้ามาในรั้วโรงเรียน ความเขียวขจี มีรั้วรอบขอบชิด มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันของผู้เรียนกับครูทั้งโรงเรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนต้องการมาเรียนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ไม่หนีเรียน ทุกจุด ทุกมุมของโรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ เช่น ป้ายนิเทศ ประกาศ สารสนเทศต่าง ๆ มีห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสถานการณ์จริง สถานการณ์จำลอง สถานศึกษาบางแห่งมียักษ์(ครูดุ)ยืนอยู่หน้าสถานศึกษาบางแห่งมีนักมวย(ครูชอบชกต่อย เตะเวลาทำโทษ) อยู่ในสถานศึกษา สถานศึกษาเช่นนี้ไม่มีความสุขที่จะเรียนรู้ ดังนั้นสถานศึกษาใดมีบรรยากาศที่ดีที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ย่อมได้เปรียบสถานศึกษาอื่นที่ไม่ให้ความสำคัญหรือสนใจ

5. ผู้เรียน ผู้เรียนถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นตัวป้อน ต้องมีความกระตือรือร้น ต้องเอาใจใส่ ต้องใฝ่เรียนรู้ ใฝ่ถาม ใฝ่คิด ใฝ่ติดตาม ใฝ่แสวงหา สร้างทางเลือกให้กับตนเองในการเรียนรู้ และหาวิธีการเรียนรู้ของตนเองให้ได้ว่า ชอบวิธีการเรียนรู้อย่างไร เรียนแล้วจึงจะเข้าใจได้รวดเร็ว ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องมีเหตุผล ต้องให้ความร่วมมือกับครู กับเพื่อนเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนรู้ ไม่เป็นตัวทำลาย ไม่ก่อกวนให้กับการเรียนรู้ ถ้าผู้เรียนสามารถประพฤติปฏิบัติได้ก็จะทำให้การเรียนรู้มีคุณภาพมากขึ้น

เชื่อว่าปัจจัย 5 เป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ถ้าทุกฝ่ายมีการประสานสัมพันธ์ที่ดี เป็นเครือข่าย เป็นเส้นใยที่เชื่อมโยงถึงกัน ไม่มีเส้นใยใดขาด ถ้าปัจจัย 5 มีการดำเนินการ่วมกันอย่างต่อเนื่องเชื่อได้ว่า คุณภาพการศึกษาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

Posted in การศึกษา | Tagged , | Comments Off

แนวทางการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาในปัจจุบัน

46

การศึกษานับว่ามีความสำคัญมากต่อการพัฒนาบุคลากรตลอดจนไปถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาส่วนอื่น ๆ ด้วย เพราะไม่ว่าจะทำการพัฒนาส่วนใดต้องเริ่มมาจากการพัฒนาคนเสียก่อน ดังนั้นการพัฒนาคนสามารถทำได้หลาย ๆ รูปแบบ อย่างที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาคนคือการให้การศึกษา ดังนั้นการพัฒนาประเทศต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาคนโดยต้องคำนึงถึงการศึกษาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวล้ำนำโลกไปมาก การศึกษาก็ต้องพัฒนาไปให้ทันกับโลก สำหรับการศึกษาในประเทศไทย หากดูจากสภาพที่เกิดขึ้นในสังคมหลาย ๆ ฝ่ายกำลังเข้าใจเป็นไปในแนวทางเดียวกันคือการศึกษาของไทยกำลังมีปัญหา จะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจจากสังคม ซึ่งมีการทำวิจัยออกมาหลาย ๆ ครั้งที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาในบ้านเรา ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทยเปรียบเสมือนสายพานความป่วยไข้ทางสังคมที่สะท้อนถึงปรากฏการณ์ความอ่อนแอของทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันครอบครัวอ่อนแอ พื้นที่อบายมุขขาดการควบคุม อันเป็นปฐมเหตุของปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน ไม่ว่าเป็นปัญหาติดห้าง เที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ และมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร อันจะนำไปสู่ผลกระทบกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามมาอย่างมากมาย

เคยมีการสัมมนาเรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการ การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง รศ.ดร.โภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ปัญหาพฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมที่ผิดของวัยรุ่นไทยในปัจจุบันมีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤติทางสังคม ซึ่งปัญหาอันดับหนึ่งคือ ยาเสพติด รองลงมาคือการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรโดยเฉลี่ยจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุ 16 ปี เป็นที่มาของการทำแท้ง การทอดทิ้งเด็ก เด็กถูกทำร้าย การติดเชื้อเอดส์และการขายบริการทางเพศ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอุบัติเหตุจากความมึนเมา คึกคะนอง ท้าทายกฎระเบียบ ส่วนปัญหาที่กำลังมีแนวโน้มขยายตัวและรุนแรงในวัยรุ่นคือ การทำร้ายผู้อื่นและทำร้ายตนเอง โดยการคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มาจากความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนาและชุมชน รวมถึงสื่อโดยเฉพาะโทรทัศน์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันและรีบแก้ไขปัญหาวัยรุ่น

ผลจากการติดตามการปฏิรูปการศึกษาในรอบ 6 ปี หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยประเมินจากคุณภาพภายนอกสถานศึกษา 17,562 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 49.1 ของโรงเรียนทั้งหมด พบว่า การจัดการเรียนการสอนของครูยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ยังมีคุณภาพอยู่ในระดับร้อยละ 39.2 การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นผู้เรียนให้รู้จักคิด วิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ มีคุณภาพอยู่ระดับ ร้อยละ 13.5 และครูสามารถนำผลการประเมินมาปรับการเรียนและเปลี่ยนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพเพียงร้อยละ 21.6 ของสถานศึกษาทั้งหมด การประเมินคุณภาพทางด้านผู้เรียนพบว่า ยังมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนระดับต่ำมากในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์ มีคุณภาพระดับดีเพียงร้อยละ 11.1 และการมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพดีเพียงร้อยละ 26.5 ของสถานศึกษาทั้งหมด ส่วนผลการประเมินของผู้ตรวจราชการ พบว่า โครงสร้างการบริหารการศึกษาในส่วนกลาง ยังขาดการประสานเชื่อมโยงนโยบายและยุทธศาสตร์ ส่วนภูมิภาคพบว่าผู้แทนกระทรวงในจังหวัดยังไม่ชัดเจน การกระจายอำนาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ที่สำคัญครูจำนวนมากยังสอนแบบเดิม ขาดความรู้ในเนื้อหาวิชาและทักษะการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะครูในโรงเรียนขนาดเล็กขาดโอกาสพัฒนามาก เพราะไม่สามารถทิ้งห้องเรียนได้ การติดตามผลยังไม่เข้มแข็ง ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ทางการศึกษา

Posted in การศึกษา | Comments Off